|
การแพทย์แผนจีน -
บทความ
|
|
วันอาทิตย์ที่ 16 พฤษภาคม 2010 เวลา 13:02 น. |
|
ความเป็นมา การแพทย์แผนจีนเป็นการแพทย์ที่มีมีประวัติยาวนานมากก ว่าห้าพันปี เป็นการแพทย์ที่ชนชาติจีนได้สั่งสมประสบการณ์การดูแล สุขภาพมาแต่โบราณ การแพทย์แผนจีนได้เข้าร่วมกับการแพทย์แผนปัจจุบันและ การแพทย์แผนไทยในการดูแลสุขภาพประชาชนไทยโดยผ่านการอ พยพของคนจีนเข้ามาในดินแดนสุวรรณภูมิมาตั้งแต่ยุคสมัยของกรุงสุโขทัย โดยมีหลักฐานที่ใช้อ้างอิงได้ดังนี้
1. ความคล้ายคลึงกันระหว่างการแพทย์ล้านนาและการแพทย์แผนไตซึ่งเป็นการแพทย์พื้นบ้านของจนเผ่าไตในเขตสิบสองป ันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน 2. คัมภีร์โอสถพระนารายณ์ซึ่งรวบรวมตำรับยาที่ใช้ในวังห ลวงของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเมื่อ 400 ปีเศษที่ผ่านมา ปรากฏมีตำหรับยาจีนปรากฏอยู่ 3. สมาคมแพทย์จีนในประเทศไทยที่ก่อตั้งตั้งแต่ พ.ศ. 2468 4. ห้างขายยาไต้อันตึ๊ง ซึ่งเป็นร้านขายยาจีนที่เปิดดำเนินการในถนนวานิ ช 1 กรุงเทพฯ ตั้งแต่ พ.ศ. 2449 5. โรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิ บนถนนเยาวราช กรุงเทพฯ มีบริการการแพทย์แผนจีน เปิดบริการตั้งแต่ พ.ศ. 2446 6. ได้พบหลักฐานหมอจีนซึ่งได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะตามหนังสืออนุญาตประกอบโรคศิลปะเลขที่ 4019ก โดยเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะแผนโบราณ สาขาการบำบัดโรคทางยา ชั้น 2 ซึ่งออกให้เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2473 เข้าใจว่าออกตามพระราชบัญญัติการแพทย์ พ.ศ. 2466 ปัจจุบัน จากข้อมูลและประจักษ์พยานสำคัญหลายประการทำให้ทราบแล ะเป็นที่เข้าใจโดยทั่วไปว่า สังคมไทยก็เหมือนสังคมอื่นทั่วโลกที่ไม่สามารถแก้ไขป ัญหาสุขภาพอนามัยและความเจ็บป่วยของประชาชนด้วยระบบการแพทย์แผนปัจจุบันเพียงระบบเดียวได้อย่างครอบคลุมทุกกลุ่มอาการของโรคและปัญหา แต่ต้องอาศัยวิธีการที่หลากหลายโดยเฉพาะใช้ระบบการแพทย์แผนไทย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาวิธีการดูแลสุขภาพแบบดั้งเดิมของสังคมไทยจากอดีตที่มีการสั่งสมสืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ตลอดจนกรแพทย์ทางเลือกที่เหมาะสมสำหรับประชาชนไทยที่ ครอบคลุมการแพทย์แผนจีน ซึ่งได้สอดแทรกอยู่ในสังคมไทยมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2538 กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมการแพทย์ ได้จัดตั้งศูนย์ความร่วมมือการแพทย์ไทย-จีน เป็นหน่วยงานระดับกองเป็นการภายใน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาศาสตร์การแพทย์แผนจีนให้ ได้มาตรฐานคุณภาพที่เหมาะสม สำหรับเป็นการแพทย์ทางเลือกสำหรับดูแลสุขภาพประชาชนไ ทยร่วมกับการแพทย์ปัจจุบันและการแพทย์แผนไทย และเป็นหน่วยงานประสานงานความสัมพันธ์ระหว่างไทยและจ ีนของกระทรวงสาธารณสุขทั้งสองประเทศ ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2540 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไทยและจีนได้ร่วมลงนา มในบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือทางวิชาการ รายละเอียดดังเอกสารแนบท้ายหมายเลขที่ 1 ซึ่งมีใจความสำคัญของบันทึกดังกล่าวสรุปได้ดังน ี้ 1. กระทรวงสาธารณสุขไทยและจีน จะร่วมมือกันด้านการแพทย์ สาธารณสุขและเภสัชกรรมจำนวน 13 ข้อ รูปแบบความร่วมมือครอบคลุมทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูลทา งวิชาการ การศึกษาดูงานซึ่งกันและกันการวิจัยร่วม และการประชุมวิชาการร่วมกัน 2. มีการจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือร่วมระดับรัฐ มนตรี โดยประชุมปีละ 1 ครั้ง เพื่อกำหนดรายละเอียดกิจกรรมและโครงการความร่วม มือ ตลอดจนติดตามความก้าวหน้าและประเมินผลความร่วมมือต่า งๆ จากบันทึกความเข้าใจดังกล่าว คณะกรรมการร่วมด้านสาธารณสุขไทย-จีน ได้ประชุมมาแล้วจำนวน 7 ครั้ง โดยมีผลที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุ ขไทย-จีน สรุปได้ดังนี้ 1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลทะเบียนยา ที่ขึ้นทะเบียนไว้แล้วระหว่างไทย-จีน 2. การวิจัยร่วมซึ่งมีการวิจัยร่วมทั้งการวิจัยยาในการร ักษาโรคเอดส์และโรคมะเร็ง สำหรับยารักษาโรคเอดส์เป็นความร่วมมือระหว่างกรมวิทย าศาสตร์การแพทย์และสถาบันพฤกษชาติคุนหมิง ส่วนยารักษาโรคมะเร็งเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันมะ เร็งแห่งชาติและสถาบันพฤกษชาติคุนหมิง 3. มีการจัดประชุมวิชาการนานาชาติจำนวน 2 ครั้ง ได้แก่ 3.1 การประชุมวิชาการนานาชาติเรื่องการแพทย์แบบผสมผ สาน พ.ศ. 2543 3.2 การประชุมวิชาการนานาชาติด้านบุรุษเวชศาสตร์ พ.ศ. 2548 4. ความร่วมมือด้านการผลิตบุคลากร ได้มีการลงนามในความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยไ ทย-จีน ด้านหลักสูตรการฝึกอบรมการแพทย์พื้นบ้านดังนี้ 4.1 มหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนเซี่ยงไฮ้ ดังภาพที่ 6 4.2 มหาวิทยาลัยมหิดล ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนปักกิ่ง 4.3 มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษมประเทศไทย และมหาวิทยาลัยเซียะเหมินดังภาพที่ 7 4.4 มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย ประเทศไทย และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนยูนนานดังภาพที่ 85 นอกจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุขทั้ง 2 ประเทศแล้ว ใน พ.ศ. 2546 กระทรวงสาธารณสุขไทยยังได้สถาปนาความร่วมมือกับนครเซ ี่ยงไฮ้ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวง สาธารณสุขและนครเซี่ยงไฮ้ ซึ่งได้มีการประชุมร่วมไปแล้วจำนวน 2 ครั้ง มีผลความร่วมมือสรุปได้ดังนี้ 1. มีโรงพยาบาล ประเทศไทย และโรงพยาบาลนครเซี่ยงไฮ้ สถาปนาความร่วมมือเป็นโรงพยาบาลพี่น้อง จำนวน 4 คู่ ดังรายละเอียดภาพที่ 9 2. มีการจัดตั้งศูนย์สถาปนาไทยในนครเซี่ยงไฮ้จำนวน 1 แห่ง 3. มีความร่วมมือในการพัฒนาเกณฑ์การนำเข้าและส่งออกระหว ่างประเทศไทยและนครเซี่ยงไฮ้ ในการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือร่วมระหว่างกระทรวง ไทย-จีน ครั้งที่ 3 เมื่อ พ.ศ. 2543 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไทยโดยคำแนะนำของคณะก รรมการการประกอบโรคศิลปะออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบ ับที่ 1 พ.ศ. 2543 เรื่องการอนุญาตให้บุคคลทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัย ศาสตร์การแพทย์แผนจีนตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้ 1. การแพทย์แผนจีน หมายความว่า การกระทำต่อมนุษย์เกี่ยวกับการตรวจการวินิจฉัย การบำบัดโรคการป้องกันโรคหรือการฟื้นฟูสมรรถภาพของร่ างกาย ตามศาสตร์และความรู้แบบแพทย์แผนจีนที่ถ่ายทอดและพัฒน าสืบต่อกันมา หรือตามการศึกษาจากสถาบันการศึกษาในระดับอุดมศึกษาใน หลักสูตรไม่ต่ำกว่า 5 ปี ของประเทศนั้น และคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะให้การรับรอง 2. คุณสมบัติของบุคคลที่จะขออนุญาตขึ้นทะเบียนและรับใบอ นุญาตประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจ ีน คือ 2.1 เป็นบุคคลที่มีสัญชาติไทย หรือสัญชาติอื่นที่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศไทยไม ่น้อยกว่าสามปี และได้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรการแพทย์แผนจีนจากสถาบั นการศึกษาในหลักสูตรไม่ต่ำกว่าห้าปีของประเทศนั ้น และต้องได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะในประเทศที่สำเ ร็จการศึกษาและได้ผ่านการประเมินความรู้และจรรยาบรรณ แห่งวิชาชีพจากคณะกรรมการรปะกอบโรคศิลปะแล้ว 2.2 เป็นผู้เชี่ยวชาญการแพทย์แผนจีนที่กระทรวงสาธารณสุขเ ชิญเป็นที่ปรึกษา 3. การขออนุญาตขึ้นทะเบียนและรับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนจีน ให้ยื่นคำขอตามแบบที่กำหนดที่กองการประกอบโรคศิ ลปะ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งใบอนุญาตประกอบโรคศ ิลปะดังกล่าวให้มีระยะเวลาสองปี และสามารถต่ออายุได้คราวละไม่เกินสองปี 4. บุคคลที่ได้รับใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผ นจีนตามข้อ 2.2 จะต้องปฏิบัติงานในสถานพยาบาล และปฏิบัติตามเงื่อนไขที่คณะกรรมการการประกอบโรคศิลป ะกำหนด จากประกาศดังกล่าว คณะกรรมการประกอบโรคศิลปะได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิ จารณาการอนุญาตให้บุคคลทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศ าสตร์การแพทย์แผนจีน ตามคำสั่งคณะกรรมการประกอบโรคศิลปะที่ 10/2543 ลงวันที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 และปรับปรุงแก้ไขต่อมา ตามคำสั่งคณะกรรมการประกอบโรคศิลปะที่ 1/2546 ลงวันที่ 14 มีนาคม พ.ศ.2546 โดยมีหน้าที่ดังนี้ 1. พิจารณาการขออนุญาตและออกหนังสืออนุญาตให้แก่บุคคลที ่ขอทำการประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แ ผนจีน 2. กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข ในการอนุญาตประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผน จีน 3. กำหนดเกณฑ์การรับรองสถานศึกษา เกณฑ์การรับรองบุคคลที่ทำการถ่ายทอดความรู้โดยอาศัยศ าสตร์การแพทย์แผนจีน 4. พิจารณาเกี่ยวกับการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ในกรณีผู้ได้รับหนังสืออนุญาตให้ทำการประกอบโรค ศิลปะ โดยอาศัยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ประพฤติผิดจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพหรือเงื่อนไขในการประ กอบโรคศิลปะ 5. พิจารณาหรือดำเนินการในเรื่องอื่นตามที่คณะกรรมการมอ บหมาย บุคคลที่ได้รับเชิญจากสถาบันการศึกษาสามารถขอรับการอ นุญาตเป็นผู้ประกอบโรคศิลปะด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน ชั่วคราวครั้งละ 1 ปี โดยคณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตฯ ซึ่งคณะกรรมการประกอบโรคศิลปะตั้งแต่ได้กำหนดเงื่อนไ ขดังนี้ 2.1 ต้องดำรงตำแหน่งอย่างน้อยรองศาสตราจารย์ทางการแพทย์แ ผนจีน 2.2 สถาบันการศึกษาที่ขอต้องมีหลักสูตรการแพทย์แผนจีนที่ จำเป็นต้องใช้บุคคลดังกล่าวเป็นผู้สอน 2.3 ต้องมีประสบการณ์การสอนการแพทย์แผนจีนมากกว่า 10 ปี 2.4 ต้องมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะการแพทย์แผนจีนในประเทศ จีน สำหรับผู้มีคุณสมบัติตามข้อ 1 ต้องผ่านการประเมินความรู้การแพทย์แผนจีนและจริยธรรม จากการสอบที่คณะกรรมการพิจารณาอนุญาตฯ จัดให้มีการสอบปีละ 1 ครั้ง สำหรับผู้มีความรู้การแพทย์แผนจีนจากบรรพบุรุษอนุญาต เฉพาะผู้ที่ยื่นความประสงค์ต่อกองการประกอบโรคศิลปะภ ายใน 90 วันหลังประกาศประกาศใช้ ในปัจจุบันมีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบโรคศิลปะด้วยศา สตร์การแพทย์แผนจีนชั่วคราวตามประกาศดังกล่าวจำ นวน 214 คน สำหรับการต่ออายุการอนุญาต คณะอนุกรรมการพิจารณาอนุญาตฯ ได้กำหนดเงื่อนไขดังนี้ 1. ต้องได้รับการรับรองจากผู้บริหารสถานพยาบาลที่ประจำอ ยู่ว่าเป็นผู้มีความประพฤติเรียบร้อย 2. ต้องเป็นผู้ไม่ละเมิดด้านจริยธรรมตามพระราชบัญญัติปร ะกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 3. มีหนังสือรับรองจากการเข้าร่วมประชุมวิชาการการแพทย์ แผนจีน เผื่อแสดงว่าเป็นผู้สนใจและพัฒนาองค์ความรู้อย่างต่อ เนื่อง ในการประชุมคณะกรรมการความร่วมมือร่วมด้านสาธารณสุขไ ทย-จีน พ.ศ. 2543 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไทย-จีน ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจด้านความร่วมมือด้านกา รแพทย์และสาธารณสุขฉบับที่ 2 พ.ศ. 2543 โดยกระทรวงสาธารณสุขจีนสนับสนุนให้ไทยเป็นศูนย์กลางด ้านการศึกษา การบริการและการวิจัยการแพทย์แผนไทย-จีนของภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ รายละเอียดในบันทึกความเข้าใจตามเอกสารแนบท้ายหมายเล ขที่ 2 ตั้งแต่ พ.ศ.2538 เป็นต้นมา กระทรวงสาธารณสุขไทย ได้จัดการฝึกอบรมหลักสูตรการฝังเข็ม 3 เดือน สำหรับแพทย์แผนปัจจุบัน โดยได้รับความร่วมมือทางวิชาการจากมหาวิทยาลัยการแพท ย์แผนจีนเซี่ยงไฮ้ ซึ่งเป็นศูนย์ฝึกอบรมที่องค์การอนามัยโลกให้การรับรอ ง ดังภาพที่ 10.11 ขณะนี้มีแพทย์แผนปัจจุบันที่ผ่านการอบรมแล้วจำน วน 15 รุ่นรวม 640 คน โดยกระจายให้บริการการฝังเข็มอยู่ในสถานพยาบาลภาครัฐ และภาคเอกชนทั่วประเทศ เมื่อ พ.ศ.2542 ศูนย์ความร่วมมือการแพทย์ไทยจีน และสมาคมแพทย์ฝังเข็มและสมุนไพรได้สมัครเข้าเป็นสมาช ิกของสมาพันธ์ฝังเข็มโลก ดังภาพที่ 12 ใน พ.ศ. 2544 รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อสภาผำแทนราษฎรเมื่อวันที ่ 26 กุมภาพันธ์ 2544 ในข้อ 10.1 ว่าด้วยการส่งเสริมและพัฒนาการจัดระบบองค์ความรู้และ มาตรฐานด้านการแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือกและสมุนไพร เพื่อนำไปใช้ในระบบบริการสุขภาพของรัฐอย่างมีคุณภาพแ ละปลอดภัย ซึ่งสอดคล้องกับภารกิจหลัก 1 ใน 18 ภารกิจ ของกระทรวงสาธารณสุข อันจะนำไปสู่การพัฒนาให้ประชาชนมีสุขภาพแข็งแรงทั้งร ่างกายและจิตใจ ด้วยยุทธศาสตร์แห่งการพึ่งพาตนเอง และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2545 โดยกำหนดให้มีการปฏิรูประบบราชการที่มีผลทำให้เกิดกา รปฏิรูปโครงสร้างบทบาทภารกิจอัตรากำลังด้านการแพทย์แ ผนไทย และการแพทย์ทางเลือกขึ้น โดยโอนหน่วยงานสถาบันการแพทย์แผนไทย ศูนย์ความร่วมมือการแพทย์ไทย-จีน และศูนย์ประสานงานการแพทย์ทางเลือก มาสังกัดกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และการแพทย์ทางเลือก ที่ตั้งขึ้นใหม่ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการ แผ่นดิน พ.ศ. 2545 พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 และกฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยแล ะการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข วันที่ 9 ตุลาคม 2545 ดังรายละเอียดในเอกสารแนบท้ายหมายเลขที่ 3 ในวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2548 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและเอกอัครราชทูตสาธา รณรัฐ ประชาชนจีนได้ร่วมเป็นประธานในการเปิดสถาบันการแพทย์ ไทย-จีนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและ การแพทย์ทางเลือก ณ ชั้น 6 อาคาร 5 กรมการแพทย์ โดยเป็นกิจกรรมหนึ่งในการเฉลิมฉลองการสถาปนาความสัมพ ันธ์ทางการทูต ไทย-จีน ครบ 30 ปี ซึ่งสถาบันดังกล่าวจัดตั้งขึ้นตาม คำสั่งกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลื อกที่ 158/2547 โดยมีวัตถุประสงค์ตามคำสั่ง ฯ 158/2547 รายละเอียดในเอกสารแนบท้ายหมายเลขที่ 4 และภาพที่ 11 ภาพที่ 13 ภายหลังจากการประกาศใช้รัฐธรรมนูญไทยฉบับ พ.ศ.2540 กระทรวงสาธารณสุขา แพทยสภาสภาการพยาบาล สภาเภสัชกรรม ทันตกแพทยสภาและคณะกรรมการควบคุมการประกอบโรคศิลปะได ้ประกาศรับรองสิทธิของผู้ป่วยจำนวน 10 ข้อ โดยระบุในข้อ 3 ว่าผู้ป่วยมีสิทธิ์ที่จะได้รับทราบข้อมูลอย่างเพียงพ อและเข้าใจชัดเจนจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถเลือกตัดสินใจในการยินยอมหรือไ ม่ยินยอมให้ผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพปฏิบัติต ่อตน และข้อ 6 ผู้ป่วยมีสิทธิ์ที่จะข้อควรเห็นจากผู้ประกอบวิชาชีพด ้านสุขภาพอื่น รายละเอียดในเอกสารแนบท้ายหมายเลขที่ 5 ต่อมา พ.ศ. 2545 ประเทศไทยได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพ แห่งชาติซึ่งในมาตรา 3 บัญญัติไว้ว่า บริการสุขภาพหมายความว่าบริการด้านการแพทย์และสาธารณ สุขซึ่งให้โดยตรงแก่บุคคลฯ ที่จำเป็นต่อสุขภาพและการดำรงชีวิต ทั้งนี้ ให้รวมถึงการบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือ กตามกฎหมายว่าด้วยการประกอบโรคศิลปะ รายละเอียดในเอกสารแนบท้ายหมายเลขที่ 6 อนาคตการแพทย์แผนจีนในประเทศไทย เพื่อให้การแพทย์แผนจีนได้เป็นสาขาการแพทย์ทางเลือกท ี่เหมาะสมในการดูแลสุขภาพของประชาชนไทยร่วมกับการแพท ย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทยตลอดจนการแพทย์ทางเลื อกที่เหมาะสมอื่นๆ สถาบันการแพทย์ไทย-จีน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งมีอาจารย์นายแพทย์ชวลิต สันติกิจรุ่งเรือง เป็นผู้นำมีความคาดหวังว่าอนาคตการแพทย์แผนจีนในประเ ทศไทยจะมีลักษณะดังนี้ 1. มีพระราชกฤษฎีการับรองสาขาศาสตร์การแพทย์แผนจีน ซึ่งออกตามมาตรา 5 (5) แห่งพระราชบัญญัติ การประกอบโรคศิลปะ พ.ศ. 2542 และมีรายละเอียดดังนี้ 1.1 สาขาการแพทย์แผนจีนมีกฎหมายรองรับเท่าเทียมกับผู้ประ กอบโรคศิลปะสาขาอื่นๆ 1.2 ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนมีศักดิ์และสิทธ ิ์เทียบเท่ากับผู้ประกอบโรคศิลปะอื่นๆ 1.3 มีคณะกรรมการวิชาชีพการแพทย์แผนจีนที่เข้มแข็ง เพื่อดูแลมาตรฐานและการประกอบโรคศิลปะของผู้ประกอบโร คศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนให้เหมาะสมในการร่วมกับสาขา การแพทย์อื่นๆ ในการดูแลสุขภาพประชาชนไทย 2. ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีน ประกอบด้วย 2.1 ผู้ได้รับอนุญาตประกอบโรคศิลปะด้วยศาสตร์การแพทย์แผน จีนตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ที่ 1/2543 ซึ่งผ่านการฝึกอบรมการแพทย์แผนจีนเพิ่มเติมในสถานการ ศึกษาระดับอุดมศึกษาในหลักสูตรและผ่านการประเมินความ รู้การแพทย์แผนจีนที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แ ผนจีนที่กำหนด 2.2 ผู้ที่เรียนรู้การแพทย์แผนจีนจากบรรพบุรุษ ผ่านการฝึกงานในสถานพยาบาลที่มีแผนการแพทย์แผนจีนมาไ ม่น้อยกว่า 1 ปี และผู้ดำเนินการสถานพยาบาลรับรองว่ามีความรู้การแพทย ์แผนจีนจริงและมีความประพฤติเรียบร้อย และผ่านการประเมินที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แ ผนจีนที่กำหนด 2.3 ผู้สำเร็จหลักสูตรการแพทย์แผนจีนจากสถานการศึกษาในหล ักสูตรไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยคณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีนรับรองและผ่า นการประเมินที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แผนจีนท ี่กำหนด 2.4 แพทย์แผนปัจจุบันและผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาอื่นๆ ที่มีองค์ความรู้การแพทย์แผนจีน และผ่านการประเมินที่คณะกรรมการวิชาชีพสาขาการแพทย์แ ผนจีนที่กำหนด 3. สถานพยาบาลการแพทย์แผนจีนมีมาตรฐานตามพระราชบัญญัติส ถานพยาบาล พ.ศ. 2541 4. ยา อาหาร และเครื่องมือแพทย์ที่จำเป็นได้รับการขึ้นทะเบียนและ เป็นไปตามกำหนดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง 5. สมาคมวิชาชีพต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแพทย์แผนจีนมีความเข้มแข็งและมีค วามสามัคคีในการดูแลสมาชิกและคุ้มครองประชาชน 6. ผู้ประกอบโรคศิลปะการแพทย์แผนจีนมีคุณลักษณะดัง นี้ 6.1 มีความรู้และทักษะการแพทย์แผนจีนตามมาตรฐานสากลซึ่งก ำหนดโดยสมาพันธ์การแพทย์แผนจีนโลก ซึ่งครอบคลุมวิชา 6.1.1 หลักการการแพทย์แผนจีนพื้นฐาน 6.1.2 การวินิจฉัยโรคตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน 6.1.3 การวิเคราะห์จำแนกโรคและอาการตามศาสตร์การแพทย์แผนจี น 6.1.4 การส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพทางการแพทย์ตามศาสตร์การแพทย์แผนจี น ได้แก่ 1) การใช้สมุนไพรและตำรับยาจีน 2) การฝังเข็มและรมยา 3) การนวดทุยนา 4) การฝึกลมปราณซึ่งครอบคลุมทั้งเรื่องฝึกสมาธิ การหายใจ และการออกกำลังกาย 5) วิธีการอื่นๆ ตามที่สมาพันธ์การแพทย์แผนจีนโลกกำหนด 6) วิทยาศาสตร์การแพทย์ปัจจุบันและการแพทย์แผนไทยที่จำเ ป็นเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกันเป็นทีมได้สำหรับการบร ิการการแพทย์และสาธารณสุขในประเทศไทย 7) รู้กระบวนการวิจัยเพื่อพัฒนาศาสตร์การแพทย์แผนจ ีนให้ ปลอดภัย มีประสิทธิผล ประสิทธิภาพ และพึ่งตนเอง
ที่มา: หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายแพทย์ชวลิต สันติกิจรุ่งเรือง วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2550 |