เป็นที่เข้าใจกันอยู่ว่าเราอยู่ร่วมกันในสังคมของคนหมู่มาก
การอยู่ด้วยกันกับคนมากๆ ก็ย่อมมีสิ่งที่เห็นร่วมกันหรือเห็นต่างกันอยู่มากบ้างน้อยบ้างเป็นธรรมดา เราจึงต้องมีการกำหนดกฎเกณฑ์บางอย่างเพื่อใช้เป็นข้อปฏิบัติร่วมกัน เพราะหากต่างคนต่างคิดแล้วทำอะไรก็ได้ตามที่ตัวเองเห็นชอบ สังคมก็คงปั่นป่วนไปคนละทิศคนละทาง
ยกตัวอย่างเช่น เราจะไปเที่ยวที่ไหนกันสักแห่ง ถ้ากำหนดเวลาและสถานที่ขึ้นมาแล้ว แต่ก็มีคนนั้นบอกว่าเวลานั้นฉันไม่ว่าง สถานที่นั้นฉันไม่ชอบ ถ้าเกิดมี 10 คน เห็นเป็นสิบอย่างแล้วต่างยืนยันความเห็นของตนเอง แล้วจะไปเที่ยวด้วยกันได้อย่างไร
เปรียบในสังคมเล็กๆ ของเรา เมื่อเราได้ผ่านกติกาที่แน่นอนแล้ว แม้ผลที่ได้เราจะชอบหรือไม่ชอบ หรืออาจมีผลสะเทือนต่อไปอย่างไร เราก็ไม่อาจไปล้มเลิกผลที่ได้จากกติกานั้นๆ เพราะหากเราล้มเลิกได้ คนอื่นก็ล้มเลิกของที่เราชอบได้เช่นกัน หากเป็นเช่นนี้กลับไปกลับมา งานของส่วนรวมก็จะดำเนินต่อไปไม่ได้ สังคมก็จะอยู่ไม่ได้ เป็นภาวะที่เรีียกว่า อนาธิปไตย หาใช่ ประชาธิปไตยไม่
เปรียบเหมือนกับที่เราศึกษายินหยางว่าด้วยคู่ความขัดแย้ง เมื่อคู่ตรงข้ามที่ปฏิปักษ์กันมีการต่อสู้ ปะทะผลักไสกันอย่างเต็มที่แล้ว ก็เป็นกระบวนการที่เรียกว่าการแสวงหาดุลยภาพอันใหม่
เราซึ่งเป็นนักศึกษาแพทย์จีน ถือหลักการสร้างดุลยภาพให้แก่ร่างกายเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ก็จะต้องหาทางนำความรู้นี้มาใช้กับสังคมเล็กๆ ของเราให้เกิดดุลยภาพใหม่ขึ้นให้ได้เช่นกัน
การจะทำเช่นนี้ได้ก็ต้องเร่ิมต้นจากตัวของเรา หรือเริ่มต้นจากจิตของเราก่อนนั่นแหละ ทำจิตให้สงบนิ่ง ทำตามที่ผอ.ท่านเดิมได้เพียรพยายามสอนเราเวลาพาเราไปวัดว่า ให้รู้จักปล่อยวาง ให้แผ่เมตตา ทำจิตให้สงบ แล้วปัญญาจะบังเกิด